Register
 

ศึกแชมเปี้ยนส์ลีกเกมแรกในแอนฟิลด์
Read 33 times
October 04, 2019, 03:53:59 PM
          ครึ่งแรกเหมือนหงส์จะเล่นง่ายมาก แต่ซัลซ์บวร์กก็แสดงให้เห็นว่าทีมในระดับมาเล่นถ้วยใหญ่ยุโรปไม่ใช่หมูให้ใครเคี้ยว ลิเวอร์พูลเองก็เกือบตายเช่นกัน และนี่คือบทสรุป 22 ข้อจากชัยชนะ 4-3 ของลิเวอร์พูล
          1. ลิเวอร์พูลเปลี่ยนแค่ 1 ตำแหน่งจากเกมชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 นั่นคือส่งโจ โกเมซ ลงเล่นแทนโจเอล มาติปที่มีอาการบาดเจ็บ แอดมินเคยเขียนไว้ในเกมคาราบาวคัพกับเอ็มเค ดอนส์ ว่าลำดับเซ็นเตอร์แบ็กตอนนี้เรียงตามฝีมือ คือ ฟาน ไดค์ > มาติป > ลอฟเรน > โกเมซ แล้วทำไมคล็อปป์เลือกโกเมซที่ฟอร์มอยู่อันดับสุดท้ายล่ะ? ถ้าให้เดาคือคล็อปป์หวังผลระยะยาวแล้วคิดเสียว่ายังไงลอฟเรนจบปีนี้ก็น่าจะย้ายออก ดังนั้นซื้อใจโกเมซ ที่อายุน้อยและมีอนาคตอีกหลายปีกับลิเวอร์พูลดีกว่า
          2. เกมนี้หงส์ต้องชนะสถานเดียวเพราะเกมแรกไปแพ้นาโปลีมาก่อน ถ้าหากนัดนี้ไม่ชนะอีกจะมีแต้มตามหลังทั้งซัลซ์บวร์กและนาโปลี อย่างน้อย 3 คะแนน ซึ่งถือว่าเยอะเกินไปแล้ว ดังนั้นต้องปิดบัญชีให้ได้ในการเล่นที่บ้านตัวเอง ซึ่งแน่นอนแฟนลิเวอร์พูลมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะในแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นก่อนลิเวอร์พูลลงเล่นในแอนฟิลด์ทั้งหมด 6 เกม สถิติคือชนะ 5 เสมอ 1 ทีมเดียวที่เสมอลิเวอร์พูลได้คือบาเยิร์น มิวนิค
          3. ครึ่งแรกลิเวอร์พูลเล่นได้ง่ายมากๆ กองหลังของซัลซ์บวร์กยวบมากๆ แบ็กขวา ราสมุส คริสเตนเซ่น (22 ปี) กับเซ็นเตอร์แบ็กตัวขวา เจอโรม อ็องกูเน่ (21 ปี) ทั้งสองคนเพิ่งเคยได้ลงเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกปีนี้เป็นปีแรก ดังนั้นการมาเจอกับทีมแชมป์ยุโรปพวกเขามีมึนงงแน่นอน
          4. ความตื่นสนามส่งผลให้ลิเวอร์พูลทะลวงได้อย่างสนุก นาทีที่ 9 เราเห็นเลยว่าซาดิโอ มาเน่ สเต็ปจึ้กเดียวหลอกคริสเตนเซ่นหลังหัก ก่อนชิ่ง 1-2 กับฟีร์มีโน่ยิงเล่นทางเข้าไปง่ายมาก ประตูนี้หลังยิงได้ ซาดิโอ มาเน่ ไม่ดีใจอะไรรุนแรงเพราะซัลซ์บวร์กคือทีมเก่าของเขาก่อนย้ายมาเซาธ์แฮมป์ตัน (แถมยิงประตูต่อหน้าทีมเยือนอีก) แม้จะเล่นช่วงสั้นๆแค่ 2 ปี แต่ก็ถือเป็นการให้เกียรติฝั่งตรงข้าม
          5. ประตู 2-0 คือลูกที่สวยที่สุดในเกมนี้อย่างแท้จริง มันเกิดจากการเข้าทำเซ็ตตั้งแต่ อาเดรียน และมีนักเตะลิเวอร์พูลเกี่ยวข้องกับประตูนี้แทบทั้งทีม ตั้งแต่ ฟาน ไดค์ โกเมซ ไวจ์นัลดุม มาเน่ จากนั้นโรเบิร์ตสัน สปรินท์ขึ้นมาจากฝั่งซ้าย แล้ววิ่งไปที่กรอบหกหลา

หงส์ต่อบอลสั้นๆต่อ ให้ซาลาห์ ให้เฮนเดอร์สัน ก่อนปาดมาให้เทรนต์ ตบเข้ากลางให้โรเบิร์ตสันยิง

สวยตรงที่ผู้เล่น 9 คน ของลิเวอร์พูลมีส่วนต่อบอลกับประตูนี้ (ขาดแค่ฟีร์มีโน่ กับ ฟาบินโญ่) และสวยตรงที่ เป็นการจบสกอร์ที่เกิดขึ้นจากฟูลแบ็กทั้ง 2 ฝั่ง เป็นจุดเด่นที่น้อยทีมมาก จะมีแบ็กเล่นเกมบุกดีขนาดนี้

6) เช่นเดียวกับลูก 3-0 เกิดจากการโจมตีทางฝั่งซ้าย เริ่มจากโรเบิร์ตสัน > มาเน่ โยนให้ฟีร์มีโน่โหม่งติดเซฟ แล้วซาลาห์ซ้ำเข้าไป

เราจะเห็นได้เลยว่า หงส์เห็นว่าฟูลแบ็กซัลซ์บวร์กรับมือกับเกมริมเส้นไมได้เลย ก็เจาะมันตรงนั้นแหละ และเป็นที่มาของ 3 ประตู

ดูๆแล้วน่าจะเป็นงานง่ายของลิเวอร์พูลในการเก็บสามแต้ม

7) แต่สัจธรรมของฟุตบอลยุโรป คือ 3 ลูก ไม่เคยจบ มันต่างกับฟุตบอลลีกที่แต่ละทีมรู้มือกันอยู่แล้ว การกลับมาทั้งๆที่โดนนำห่าง แทบเป็นไปไม่ได้ แต่ในบอลยุโรป ทุกทีมที่มาแข่งมาในฐานะแชมป์ของประเทศตัวเองทั้งนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากแพ้ แปลว่าวีกนั้นทีมจะไม่ได้เงินจากยูฟ่าเลยสักยูโรเดียว ดังนั้นถ้ายังมีโอกาสก็ต้องสู้ลืมตาย

ยังจำลีโอเนล เมสซี่ กุมขมับตอนอุสมาน เดมเบเล่ ยิงพลาดในช่วงทดเจ็บเกมที่คัมป์นูได้ไหมครับ หลายคนก็บอกเมสซี่เวอร์ นำ 3-0 แล้ว ต่อให้เดมเบเล่ยิงเม็ด 4 ไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่นั่นเพราะเมสซี่รู้ดีว่า เกมฟุตบอลระดับนี้ ถ้ายังยิงไปถึง 4 ลูกไม่ได้ มันอาจพลิกได้ตลอดเหมือนกัน

8) จุดสำคัญที่ทำให้ซัลซ์บวร์กกลับมาได้ในครึ่งหลัง คือพวกเขาวิ่ง และเพรสซิ่งใส่ลิเวอร์พูลไม่หยุด ถ้าฝีเท้าเป็นรอง สิ่งที่จะทดแทนได้คือความขยัน ไล่บี้จนลิเวอร์พูลเสียจังหวะให้ได้

เกมนี้ซัลซ์บวร์ก วิ่งระยะรวม 119.04 กิโลเมตร ขณะที่ลิเวอร์พูลมีระยะวิ่ง 112.58 กิโลเมตร มากกว่ากัน 6.5 กิโลเมตร ซึ่งตามปกติแล้ว มีน้อยทีมมากๆ ที่จะมีปริมาณการวิ่งเยอะกว่าลิเวอร์พูล

ขยัน กดดัน ส่งผลให้หงส์เริ่มจ่ายบอลพลาด พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงว่า ซัลซ์บวร์กจะเปลี่ยนไปมากๆในครึ่งหลัง

9) ประตู 3-2 เกิดขึ้นจากจังหวะที่โจ โกเมซ ออกมานอกตำแหน่ง พอทำฟาวล์แล้วเจ้าตัวไปหยุดเล่น ซัลซ์บวร์กเล่นเร็วทันที หวัง ฮี-ชาน ครอสบอลมาตรงกลางให้ มินามิโนะ วอลเลย์เข้าไป

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมได้ยิงคนเดียวโล่งๆขนาดนั้น คำตอบคือ ก็ตำแหน่งที่โล่งอยู่ ควรจะเป็นโจ โกเมซ นั่นแหละ

10) ลูก 3-3 เลยกลายเป็นบอลได้ใจ การยืนของลิเวอร์พูลมั่วไปหมด ตั้งแต่ซีซั่นก่อน จนถึงปีนี้ น้อยครั้งมาก จะเห็นคู่แข่งมายิงแบบ แท็ป-อิน หน้าโกล์แบบนี้ ฮาแลนด์ ยิงประตูที่ง่ายที่สุดในชีวิตของเขาเลย ที่แอนฟิลด์

11) ถึงตรงนี้เจอร์เก้น คล็อปป์รู้แล้วว่า ปล่อยไปแบบนี้ แพ้คาบ้านได้เลย เพราะโมเมนตั้ม เป็นฝ่ายทีมเยือนไปหมดแล้ว ดังนั้นต้องแก้เกมทันทีที่โดนเม็ด 3 คือส่งเจมส์ มิลเนอร์ ลงสนามแทนจอร์แดน เฮนเดอร์สัน

เฮนโด้เอง ไม่สามารถดึงสติเพื่อนร่วมทีมได้แล้ววินาทีนั้น ต้องใช้คนที่อาวุโสมากกว่าอย่างเจมส์ มิลเนอร์ ลงมาประคองจังหวะเกม

12) ลิเวอร์พูลพอเปลี่ยนตัวมิลเนอร์ลงมา เริ่มกลับมาสู่เกมของตัวเองได้เสียที จากนั้นก็ส่งดิว็อค โอริกี้ ลงแทนไวจ์นัลดุม ในนาทีที่ 64 แล้วปรับระบบการเล่นเป็น 4-2-1-3 เหมือนมุกที่ใช้ในเกมชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด คือโยกโอริกี้ไปซ้าย, มาเน่ ขวา , ซาลาห์หน้าเป้า และฟีร์มีโน่ กลางรุก

13) ลิเวอร์พูลกลับสู่เกมได้แล้ว ตั้งแต่โดนเม็ด 3 พวกเขากลายเป็นทีมเดิมที่เล่นในครึ่งแรก ขณะที่ซัลซ์บวร์กวินาทีนึง ก็ลืมไปว่าพวกเขาสู้กับแชมป์ยุโรปอยู่ จึงเสียความเยือกเย็น เล่นพลาดหน้ากรอบเขตโทษ จนโดนโม ซาลาห์ สำเร็จโทษในที่สุด

14) มีช็อตนึงน่าสนใจดีตอนลิเวอร์พูลนำ 4-3 แล้ว คือเตะมุมฝั่งขวา เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลักไก่เปิดยัดมาเสาแรก ซึ่งซาดิโอ มาเน่ ไม่มีใครประกบเลย แต่โหม่งวืดไปเอง คือถ้ามาเน่ยิงเข้า จะเป็นลูกคลาสสิค เหมือนประตูโอริกี้ ยิงบาร์ซ่าเลย ลูกนี้แสดงให้เห็นว่าเทรนต์มีการวางเท้าที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน อยากให้ลูกไปตรงไหน เขาทำได้อย่างใจนึกเลย

15) ลิเวอร์พูลชนะไป 4-3 ในรูปเกมที่ต้องชมซัลซ์บวร์กจริงๆที่กลับมาได้ กับนักเตะหลายๆคนที่ไม่เคยเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกมาก่อน พวกเขาทำได้ดีมากจริงๆ และไล่บี้กดดันลิเวอร์พูลอย่างที่หลายๆทีมก็ยังทำไม่ได้

16) เกมนี้ที่น่าทึ่งอีกอย่าง คือนักเตะเอเชียของเรา ทั้งทาคุมิ มินามิโนะ (ยิง 1 แอสซิสต์ 1) และ หวัง ฮี-ชาน จากเกาหลีใต้ (ยิง 1 แอสซิสต์ 1 เช่นกัน) ทั้งคู่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพของผู้เล่นเอเชีย สามารถปะทะ และต่อสู้กับทีมใหญ่ได้สบายๆ

ระดับของญี่ปุ่น กับเกาหลีใต้ มันไปไกลขนาดนี้แล้ว สุดยอดจริงๆ

17) ส่วนคนที่ถูกพูดถึงเยอะอย่าง เออร์ลิ่ง เบราต์ ฮาแลนด์ ที่ลงสนามมาพริบตาเดียวก็ยิงตีเสมอ 3-3 ได้ อยากเห็นมากกว่านี้ ว่าเขาควรคู่กับเป็น นิวอิบราฮิโมวิชจริงหรือเปล่า

นัดนี้ ก่อนเกมฮาแลนด์ไม่ฟิตสมบูรณ์ เกมลีกเขาก็ไม่ได้ลง ทำให้การเจอกับลิเวอร์พูลจึงเป็นได้แค่สำรองเท่านั้น

ฮาแลนด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น นิวอิบราฮิโมวิช เพราะมีส่วนสูงถึง 194 ซม. เป็นคนนอร์ดิคเหมือนกัน ยิงคม และเทคนิคดี แต่ในวันนี้เขามีเวลาน้อยเกินไปหน่อย ที่จะโชว์ให้โลกเห็นว่า ฝีเท้าจริงๆเป็นอย่างไร

18) สำหรับลิเวอร์พูลสิ่งดีๆที่เห็นในเกมนี้คือ ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มีโน่ กลับมาสู่ฟอร์มแล้ว หลังจากหลุดไปเลย ในเกมเจอเชฟฯยูไนเต็ด

ซาลาห์ยิง 2 , มาเน่ยิง 1 , ฟีร์มีโน่แอสซิสต์ 2

เรียกความมั่นใจของแนวรุกก่อนที่จะเจอกับเลสเตอร์ ซิตี้ ในสุดสัปดาห์นี้

19) อีกจุดที่เห็นคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีเล่นพลาดให้เห็นเหมือนกัน ยิ่งถ้าไม่มี พาร์ทเนอร์ที่ช่วยเหลือเขาได้ดีพอ ยิ่งลำบาก

อย่างประตู 3-1 ฟาน ไดค์ โดนหวัง ฮี-ชาน หลอกจนเสียหลัก คือจังหวะตัวต่อตัวแบบนั้น กองหลังมาเจอกองหน้าที่เร็วกว่ามันก็เสียเปรียบอยู่แล้ว

จริงๆปีที่แล้ว ก่อนโกเมซเจ็บ เขายืนจับคู่กับฟาน ไดค์ แล้วลงตัวมากๆ แต่พอหายเจ็บกลับมา กลายเป็นว่าความลงตัวตรงนั้นมันหายไป พอเล่นคู่กันแล้วกลายเป็นว่าฟาน ไดค์ ก็มีข้อผิดพลาดเยอะตามไปด้วย

20) จบเกมลิเวอร์พูลชนะ 4-3 ด้วยอารมณ์ที่ไม่แฮปปี้เลยของเจอร์เก้น คล็อปป์ จากเกมที่ควรปิดบัญชีได้ง่ายๆ กลับต้องใช้พลังทั้งหมดในการเก็บสามแต้ม

"ผมรู้มานานแล้วว่าเรายังมีอะไรต้องปรับปรุงอีกเยอะ และตอนนี้ทั้งโลกก็ได้รู้ไปพร้อมกันเลย" คล็อปป์กล่าว

21) บทสรุปของเกมนี้ ซัลซ์บวร์กทำได้ดีมากๆ ในการไล่ตาม สกอร์ 3-0 ไปจบที่ 3-3 ได้ จนเกือบจะสร้างปาฏิหาริย์อิสตันบูลได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่เกิดขึ้นที่แอนฟิลด์

การแก้เกมหลังผ่านนาทีที่ 60 ของคล็อปป์ ทำให้ลิเวอร์พูลกลับมาสู่เกมอีกครั้งและปิดบัญชีได้สำเร็จ

ถ้าซัลซ์บวร์กพอใจกับผล 3-3 ล่ะก็ ตอนตีเสมอพวกเขาก็ควรส่งตัวรับลงมาแพ็กเลย อาจเก็บ 1 แต้มออกจากแอนฟิลด์ได้ แต่ซัลซ์บวร์กเห็นโมเมนตั้มนั้นดีอยู่แล้ว ก็ลุยต่อเลย เผื่อยิงเม็ด 4 ได้ โดยหารู้ไม่ว่า คล็อปป์ได้แก้เกมไปเรียบร้อยแล้ว

22) เกมนี้เป็นบทเรียนที่ดีของลิเวอร์พูล จากปกติมีแต่เป็นฝ่ายไล่คู่แข่ง คราวนี้โดนคู่แข่งไล่มาจนเกือบไม่ชนะ ซึ่งในเกมต่อๆไป เชื่อได้เลยว่า ถ้าหงส์นำห่างแบบนี้อีก คล็อปป์คงไม่ยอมปล่อยให้สถานการณ์คล้ายๆแบบนี้เกิดขึ้นอีก

Logged